เจาะลึกมาตรฐานรองเท้าเซฟตี้

ถอดรหัสมาตรฐาน รองเท้าเซฟตี้ ซื้อยังไงให้ตรงสเปก - บริษัท อัศกรณ์ กรุ๊ป จำกัด

ถอดรหัสมาตรฐาน "รองเท้าเซฟตี้" ซื้อยังไงให้ตรงสเปก ไม่โดนหลอก และพนักงานใส่อย่างปลอดภัย

"ถ้าคุณทำงานเป็น จป.วิชาชีพ หรืออยู่ในทีมจัดซื้อของโรงงาน น่าจะเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้: รองเท้าเซฟตี้สองคู่ หน้าตาเหมือนกันเปี๊ยบ แต่ราคาต่างกันเท่าตัว พอเปิดดูป้ายใต้ลิ้นรองเท้าก็เจอแต่ตัวอักษรย่อยั้วเยี้ย เช่น JIS, EN ISO, S1P, ESD, 200J..."

คำถามคือ ตัวอักษรพวกนี้บอกอะไรเรา? แล้วโรงงานเราต้องใช้ระดับไหนถึงจะเรียกว่า "ปลอดภัยตามกฎหมาย และไม่จ่ายเกินความจำเป็น"?

วันนี้เราจะมาเจาะลึกมาตรฐานรองเท้าเซฟตี้ที่ใช้กันทั่วโลกแบบเข้าใจง่าย เอาไปใช้ตรวจสเปกได้ทันทีครับ

แคตตาล็อกรองเท้าเซฟตี้ Takumi มาตรฐาน JIS และ EN ISO อัศกรณ์ กรุ๊ป

1. สองมาตรฐานใหญ่ที่โรงงานในไทยเจอมากที่สุด: JIS vs EN ISO

เวลาเลือกซื้อรองเท้าเซฟตี้ คุณจะเจอ 2 ตระกูลหลักนี้เป็นส่วนใหญ่:

มาตรฐานญี่ปุ่น: JIS T8101 (Japan Industrial Standard)

แบรนด์ญี่ปุ่นชั้นนำ (รวมถึง Takumi) มักอ้างอิงมาตรฐานนี้ จุดเด่นของ JIS คือการแบ่งประเภทตาม "ลักษณะงานจริง" ทำให้จัดซื้อไม่งง:

  • Class L (Light Duty): งานเบา รับแรงกระแทกได้ประมาณ 40 Joules เหมาะกับงานคลังสินค้า งานประกอบชิ้นส่วนเบา
  • Class S (Standard Duty): งานมาตรฐานโรงงานทั่วไป รับแรงกระแทกได้ 70 Joules (และรับแรงกดทับได้ดี) เหมาะกับงานฝ่ายผลิตทั่วไป
  • Class H (Heavy Duty): งานหนัก รับแรงกระแทกได้ 100 Joules เหมาะกับงานหลอมโลหะ ก่อสร้าง หรือพื้นที่เสี่ยงเครื่องจักรหนัก

ความรู้สึกขณะทดสอบ: JIS จะเน้นทดสอบทั้ง "แรงกระแทก (Impact Resistance)" และ "แรงกดทับ (Compression Resistance)" รวมถึงการวัดความหนาของหนังและการยึดเกาะของพื้นยางอย่างรายละเอียดมาก

มาตรฐานยุโรป: EN ISO 20345 (Global Standard)

นี่คือมาตรฐานสากลที่แพร่หลายที่สุดในโลก ถ้าข้างกล่องระบุว่า EN ISO 20345 สิ่งแรกที่คุณต้องจำคือ "หัวรองเท้าต้องรับแรงกระแทกได้ 200 Joules" เสมอ (เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนปล่อยลูกน้ำหนัก 20 กิโลกรัม ตกจากความสูง 1 เมตร ลงมาทับหัวรองเท้าโดยที่นิ้วเท้าเราไม่เป็นอะไร)

รหัสยอดนิยมที่เราเห็นบ่อยๆ ในตระกูล EN ISO 20345:

  • SB (Safety Basic): ผ่านมาตรฐานพื้นฐาน หัวรองเท้ากันกระแทก 200J (ไม่มีฟังก์ชันเสริมอื่น)
  • S1: SB + ส้นเท้าปิดมิดชิด + ซับแรงกระแทกที่ส้น + ป้องกันไฟฟ้าสถิต (Antistatic) + พื้นทนน้ำมัน (FO)
  • S1P: (รุ่นฮิตที่สุดในโรงงาน) = S1 + เสริมแผ่นกันเจาะทิ่มแทงที่พื้น (P - Penetration Resistance)
  • S2: S1 + ตัวรองเท้ากันน้ำซึม (Water Resistant Upper)
  • S3: (ตัวท็อปงานหนัก) = S2 + เสริมแผ่นกันเจาะทิ่มแทง (P) + พื้นมีดอกยางลึกสำหรับงานลุยโคลน/ก่อสร้าง

 

2. ตัวอักษรย่อใต้ลิ้นรองเท้า... บอกฟังก์ชันอะไรบ้าง?

นอกจากรหัสหลักอย่าง S1P หรือ JIS S-Class แล้ว เวลาตรวจสเปก ให้ดูตัวอักษรย่อเหล่านี้เสริมด้วย:

รหัสความหมายเหมาะกับพื้นที่งานแบบไหน?
P Penetration Resistance งานที่มีเศษตะปู เศษเหล็ก เศษกระจกบนพื้น (แผ่นเหล็ก/Kevlar ใต้พื้น)
A / ESD Antistatic / ESD งานไลน์ประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, Cleanroom, งานสารเคมีไวไฟ
E Energy Absorption ส้นเท้ารับแรงกระแทกได้ดี ช่วยลดอาการเมื่อยล้าเมื่อต้องยืนทำงานทั้งวัน
FO Fuel Oil Resistance พื้นรองเท้าทนทานต่อสารเคมีกลุ่มน้ำมัน ไม่เปื่อยหรือบวมง่าย
SRC Slip Resistance (Max) ทดสอบกันลื่นทั้งบนพื้นกระเบื้องเปื้อนสบู่ และพื้นสแตนเลสเปื้อนกลีเซอรีน (ดีที่สุด)

3. "ESD" กับ "Antistatic" ไม่เหมือนกัน! (จุดที่คนมักสับสน)

ถ้าโรงงานคุณผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หรือมีห้องคลีนรูม เรื่องนี้สำคัญมากครับ:

  • Antistatic (สัญลักษณ์ A): ป้องกันการสะสมของไฟฟ้าสถิตในร่างกายระดับทั่วไป (ความต้านทาน 105 ถึง 109 โอห์ม) เพื่อไม่ให้เกิดสปาร์กจนไฟลุกไหม้ เน้นความปลอดภัยของผู้สวมใส่เป็นหลัก
  • ESD (Electrostatic Discharge): ควบคุมการปลดปล่อยไฟฟ้าสถิตแบบละเอียดกว่า มักจะมีความต้านทานอยู่ในช่วง 105 ถึง 3.5 × 107 โอห์ม เพื่อ "ป้องกันชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กไม่ให้เสียหาย" จากไฟฟ้าสถิตในตัวพนักงาน

สรุปง่ายๆ: ถ้างานทาสีหรือโรงงานทั่วไปใช้ Antistatic ก็พอ แต่ถ้าเป็นงานประกอบบอร์ด Microchip, งานเซมิคอนดักเตอร์ ต้องระบุสเปกเป็น ESD เท่านั้นครับ

4. คู่มือเลือกสเปกรองเท้าเซฟตี้ให้ตรงกับสายงาน (Quick Checklist)

ฝ่ายจัดส่ง / คลังสินค้า / พนักงานขับรถ
• สเปกที่แนะนำ: น้ำหนักเบา, ดีไซน์สปอร์ต, มาตรฐาน JIS Class L/S หรือ EN ISO S1
• เหตุผล: พนักงานต้องเดินเยอะ วันละหลายพันก้าว ถ้ารองเท้าหนักเกินไปจะเมื่อยขาและไม่อยากใส่
ฝ่ายผลิตทั่วไป / โรงงานกลึง / งานเครื่องจักร
• สเปกที่แนะนำ: EN ISO S1P หรือ JIS Class S (เสริมแผ่นกันเจาะ)
• เหตุผล: ต้องป้องกันทั้งของตกใส่เท้า และเศษเหล็กแหลมคมบนพื้นโรงงาน
งานไลน์อิเล็กทรอนิกส์ / ห้องคลีนรูม
• สเปกที่แนะนำ: ESD Function, น้ำหนักเบา, พื้นยางไม่ทิ้งคราบ (Non-marking)
• เหตุผล: เน้นคุมไฟฟ้าสถิตและความสะอาดเป็นหลัก
งานก่อสร้าง / ภาคสนาม / ไซต์งานภายนอก
• สเปกที่แนะนำ: EN ISO S3 หรือ JIS Class H
• เหตุผล: ต้องการทั้งกันน้ำ, กันเจาะ, หัวรองเท้าแข็งแรงสูง และดอกยางเกาะพื้นดิน/โคลนได้ดี
รองเท้าเซฟตี้ Takumi สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม อัศกรณ์ กรุ๊ป
Q1: รองเท้าเซฟตี้มี "วันหมดอายุ" หรือไม่ และควรเปลี่ยนใหม่เมื่อไหร่?
ตอบ: โดยทั่วไปรองเท้าเซฟตี้มีอายุการใช้งานประมาณ 1–2 ปีขึ้นอยู่กับสภาพงาน แต่ต่อให้เก็บไว้โดยไม่ได้ใช้งานเลย โครงสร้างของพื้นรองเท้า (โดยเฉพาะพื้น PU) จะเริ่มเสื่อมสภาพตามธรรมชาติ (Hydrolysis) จากความชื้นในอากาศภายใน 2–3 ปี ทั้งนี้ ควรเปลี่ยนทันทีเมื่อพบว่า:
  • หัวรองเท้าผิดรูป ถูกแรงกระแทกหนักมาแล้ว (แม้ภายนอกจะไม่ดูแตกหัก)
  • ดอกยางสึกจนมองไม่เห็นลาย (เสี่ยงต่อการลื่นไถล)
  • หนังแท้ขาด หรือพื้นรองเท้าเริ่มร่อน/ปริแยก
Q2: หัวเหล็ก (Steel Toe) กับ หัวคอมโพสิต (Composite Toe) เลือกแบบไหนดีกว่ากัน?
ตอบ: ทั้งสองแบบผ่านการทดสอบรับแรงกระแทกที่ 200 Joules ได้เหมือนกัน แต่มีจุดเด่นต่างกัน:
  • หัวเหล็ก: แข็งแรง ทนทาน ราคาประหยัดกว่า รูปทรงจะเรียวแคบกว่า แต่มีน้ำหนักมากกว่า นำความร้อน/เย็น และจะร้องเตือนเมื่อเดินผ่านเครื่องตรวจจับโลหะ
  • หัวคอมโพสิต: ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์หรือไฟเบอร์กลาส น้ำหนักเบากว่า ไม่เป็นสื่อนำไฟฟ้า ไม่นำความร้อน/เย็น และผ่านเครื่องตรวจจับโลหะได้โดยไม่ต้องถอด เหมาะกับงานสนามบิน งานอิเล็กทรอนิกส์ หรือคลังสินค้าที่ต้องเดินเยอะ
Q3: พื้นรองเท้าแบบ PU กับ พื้นยางสังเคราะห์ (Nitrile Rubber) ต่างกันอย่างไร?
ตอบ:
  • พื้น PU (Polyurethane): น้ำหนักเบา นุ่ม ยืดหยุ่น ซับแรงกระแทกได้ดีเยี่ยม เหมาะกับงานในอาคาร ไลน์ผลิต หรือคลังสินค้า แต่ทนความร้อนสูงและความชื้นสะสมได้น้อยกว่า
  • พื้นยาง (Rubber / Nitrile): มีความทนทานสูงสุด ทนความร้อนสูงได้ถึง 300°C (สเปก HRO) ทนทานต่อเคมี น้ำมัน และการขัดถูได้ดีมาก แต่จะมีน้ำหนักมากกว่าพื้น PU
Q4: มาตรฐาน EN ISO 20345 กับ EN ISO 20347 ต่างกันอย่างไร?
ตอบ:
  • EN ISO 20345 (Safety Footwear): คือมาตรฐานรองเท้าเซฟตี้แท้จริง บังคับให้มีหัวป้องกันแรงกระแทก 200 Joules เหมาะสำหรับงานโรงงาน ก่อสร้าง และงานที่มีความเสี่ยงของตกใส่เท้า
  • EN ISO 20347 (Occupational Footwear): คือมาตรฐานรองเท้าทำงานทั่วไป ไม่มีหัวกันกระแทก เหมาะสำหรับงานบริการ งานแพทย์ งานห้องครัว หรือไลน์งานที่ไม่เสี่ยงต่อการมีของหนักตกใส่เท้า
Q5: ถ้าโรงงานมีพื้นเปียกน้ำมันและน้ำยาทำความสะอาด ควรเลือกสเปกกันลื่นแบบไหนดีที่สุด?
ตอบ: ให้มองหามาตรฐานกันลื่นระดับ SRC ครับ ซึ่งเป็นการทดสอบขั้นสูงสุดตามมาตรฐานยุโรป โดยผ่านทั้งการทดสอบระดับ SRA (กันลื่นบนพื้นกระเบื้องเปื้อนน้ำยาล้างจาน) และ SRB (กันลื่นบนพื้นสแตนเลสเปื้อนกลีเซอรีน/น้ำมัน) เมื่อรวมกันจะเรียกว่า SRC ซึ่งรับประกันการยึดเกาะในสภาพพื้นผิวที่ลื่นที่สุดในโรงงาน
Q6: รองเท้าเซฟตี้แบบกันไฟฟ้าสถิตทั่วไป (Anti-Static) กับ ESD ต่างกันอย่างไร และงานแบบไหนจำเป็นต้องใช้รองเท้า ESD?
ตอบ: ทั้งสองแบบช่วยสลายไฟฟ้าสถิตจากร่างกายลงสู่พื้นเหมือนกัน แต่มีความเข้มงวดของค่าความต้านทานไฟฟ้าต่างกัน:
  • Anti-Static (สัญลักษณ์ A): มีค่าความต้านทานไฟฟ้าในช่วง 105 ถึง 109 โอห์ม เน้นป้องกันการเกิดประกายไฟสะสมในร่างกายเพื่อความปลอดภัยของผู้สวมใส่เป็นหลัก เหมาะกับงานอุตสาหกรรมทั่วไป
  • ESD (Electrostatic Discharge - มาตรฐาน EN 61340-5-1 / JIS T8103): ควบคุมค่าความต้านทานไฟฟ้าแคบกว่ามาก อยู่ในช่วง 105 ถึง 3.5 × 107 โอห์ม เพื่อป้องกันไม่ให้มีกระแสไฟสถิตไปทำความเสียหายแก่ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็ก
  • งานที่จำเป็นต้องใช้รองเท้า ESD: โรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, แผงวงจรและเซมิคอนดักเตอร์, งานประกอบสมาร์ทโฟน/คอมพิวเตอร์, ห้องคลีนรูม (Cleanroom) รวมถึงอุตสาหกรรมเคมีและวัตถุระเบิดที่ไวต่อประกายไฟ
"การเลือกรองเท้าเซฟตี้ ไม่ใช่แค่การเลือกคู่ที่แข็งที่สุด แต่คือการเลือกคู่ที่ปลอดภัยตรงกับความเสี่ยง และใส่สบายพอที่พนักงานจะยอมใส่ทุกวัน... รองเท้าเซฟตี้ที่แพงที่สุด คือรองเท้าที่ซื้อมาแล้วพนักงานถอดทิ้งไว้ใต้โต๊ะเพราะมันหนักและเจ็บเท้าครับ"

ปรึกษาการจัดสเปกรองเท้าเซฟตี้ หรือขอใบรับรองมาตรฐาน

ทีมงานฝ่ายขายและผู้เชี่ยวชาญ บริษัท อัศกรณ์ กรุ๊ป จำกัด ยินดีนำสินค้าตัวอย่างไปให้ทดลองสวมใส่ถึงโรงงาน

โทร: 02-930-3700 | มือถือ: 081-806-0163 | Line ID: @asakorn

ติดต่อทีมฝ่ายขายผ่าน Line